วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ปรับเปลี่ยนชีวิต

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา หลังจากที่กลับมาจากการอบรมอาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต หลักสูตรเสริมความพร้อมนักศึกษา ยิ่งทำให้ดิฉันมุ่งมั่นและมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านวิกฤษต่างๆในปีที่ผ่านมา ผนวกกับการเมืองในระดับจังหวัดเปลี่ยนแปลง แม้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่กลับได้รับผลกระทบมากพอสมควร ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากข้อครหา เกิดการช่วงชิงทำให้แตกแยก แม้การทุ่มเทเพื่อการทำงานที่ผ่านมา ผลงานจะเป็นตัวชี้ชัดได้ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” แต่สถานการณ์ไม่เอื้อ เมื่อมาถึงทางตัน จากหลากหลายปัญหาที่รุมเร้า เพื่อทาง “รอด” ต้องรักษาใจ ของตัวเองให้เข้มแข็งก่อน “จอมยุทธ”ย่อมมีพลาดพลั้ง แม้จะขยันหมั่นเพียรทบทวนวิชา แต่มิอาจต้านทานกลอุบายของ “มาร” ได้ จึงต้องหลบหลีกไป บำเพ็ญศีล สวดมนต์ไหว้พระวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ 9 วัน หลีกลี้โลกที่ยุ่งเหยิง มาอาศัยโลกธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งสุดท้ายเหมือนที่ผ่านมา
ดิฉันได้อ่านบทความ “อินแปง บทเรียนชุมชนเข้มแข็ง”จากหนังสือสยามรัฐ เขียนโดย ดร.เสรี พงศ์พิศ จึงย้อนมองตัวเองที่ผ่านมา การทุ่มเทเพื่องานพัฒนาท้องถิ่น แต่เราเป็นเพียงฟันเฟืองอันเล็กๆที่ขับเคลื่อนอยู่ในชุมชน แต่กระบวนการบริหารจัดการกับงบประมาณก้อนใหญ่ ที่ได้รับมาจากรัฐ ผ่านหน่วยงานต่างๆเช่น สกว. พอช. สสส.และอีกหลากหลายหน่วยงานผ่านมายังภาคประชาชนในการบริหารโครงการต่างๆ แต่งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับการบริหารจัดการ การเขียนโครงการ ประชุม วางแผน แต่การขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่มีเพียงเศษเสี้ยว ชุมชนเองก็เกือบจะไม่มีเศษงบประมาณตกถึงท้องที่ แล้วคณะทำงานที่ต้องลงไปจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน ส่งเสริมเริ่มการรวมกลุ่มทำกิจกรรมสร้างรายได้เสริม ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สนับสนุนการทำบัญชีครัวเรือนทุกหมู่บ้านของโครงการฯ ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งค่าใช้จ่ายก็ต้องสำรองไปก่อนแล้วค่อยไปทำเรื่องเบิก แต่สำรองไปครึ่งปี ก็ยังเบิกไม่ได้ แต่งานพัฒนาก็มิอาจหยุดนิ่ง แกนนำชาวบ้านที่ทุ่มเทรอคอยเราอยู่ในชุมชน เป็นเหมือนอีกหนึ่งความหวังที่ชาวบ้านเชื่อว่าจะเป็นทาง “รอด” เมื่อชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ จนกระทั่งนานวันเข้า “เราเองกลับไม่รอด” มดงาน(พัฒนา)อย่างพวกเราทำงานกันตัวเป็นเกรียว ไม่มีเศษน้ำเศษอาหารตกมาถึงท้องในบางเดือน การได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ประสานการเรียนรู้กลุ่มอำเภอ เงินเดือนไม่ถึงหมื่นรับผิดชอบงานหลายอำเภอเกินครึ่งของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดที่เราลงพื้นที่ทำงาน ลงชุมชนเดือนละประมาณ 22 วัน ค่าน้ำมันรถก็ไม่พอแล้ว ยิ่งระยะหลังเงินเดือนไม่ได้ แจ้งเพียงว่างบหมด อีกทั้งเงินเดือนที่ค้างจ่าย ค่าเดินทาง แต่ท้ายสุดเราก็ถึงจุดจบ เดินต่อไม่ไหวรถก็ไม่มีน้ำมัน เงินเก็บหมด เริ่มมีหนี้ เมื่อมีการประชุม ทีมงานสะท้อนถึงปัญหาและอุปสรรคของงานโครงการให้ผู้บริหารรับทราบ แต่ดูเหมือนจะเริ่มถูกทิ้งเพราะทำงานต่อไปไม่ไหว เงินก็ไม่ได้รับ คนทำงานพัฒนา เป้าหมายอยู่ที่ชุมชน ผู้ประสานการเรียนรู้กลุ่มอำเภอต่างเป็นหนี้เป็นสิน และก็หายหน้าหายตากันไปจากงานขบวนภาคประชาชน อีกไม่นานเมื่อมีโครงการใหม่ คนใหม่ๆไฟแรงก็จะเข้ามาอีกรุ่นแล้วก็จะหายไปอีก วนเวียนกันอยู่แบบนี้มิจบสิ้น “ชุมชนจะหวังอะไร” จากโครงการต่างๆของรัฐ หากมิหา “ทางรอดด้วยตนเอง”
ดร.เสรี พงศ์พิศ กล่าวถึง ทางรอดไว้ 7 ข้อ คือ “ รอดจากสารพิษ,รอดจากการมีหนี้สิน,รอดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย,รอดจากการเอาเปรียบ,รอดจากการไม่พอเพียง,รอดจากกระแสพัดพาไป,รอดจากความเหงา”
ดิฉันอ่านอยู่หลายเที่ยว แล้วยิ่งเจ็บใจตัวเอง ที่ทำงานเกินตัว อุดมการณ์แรงกล้าทุ่มเทกับงานพัฒนา ภาคประชาชนมากไป ลืมนึกถึงการเอาไม้จิ้มฟันไปงัดท่อนซุง เพราะหากงานพัฒนาสำเร็จทุกโครงการตามแผนที่เขียนไว้สวยหรู พี่น้องในชุมชนคงอยู่สุขสบายไปนานแล้ว คนทำงานพัฒนาที่ปากว่าตามองเม็ดเงิน ก็ยังอยู่ได้อย่างสบาย กลายเป็นอาชีพหลักในการจัดการงบประมาณจากภาครัฐ ส่วนเราเองก็เพื่อหนทางรอด ก็ออกมาทำเฉพาะชุมชนที่เราอาศัยอยู่ เริ่มที่ตัวเราเอง ครัวครัวเรา แล้วขยายสู่ชุมชน ตำบล ดิฉันใช้เวลาแต่ละวันก็การทำสวนสมรม หรือที่เรียกว่าเกษตรสวนผสม ใช้พื้นที่บริเวณบ้านทุกตารางเมตรอย่างคุ้มค่า ปลูกพืชผักสวนครัว เหลือจากกิน ก็แจกจ่ายญาติและจำหน่าย นี่ก็เป็นทางรอดจากสารพิษและการเจ็บไข้ได้ป่วย อย่างน้อยได้ออกกำลังกาย ไม่เครียดไม่เป็นไมเกรนอีก และรอดจากการถูกเอาเปรียบ รอดจากกระแสสังคมที่แย่งชิง บ้าอำนาจ ใส่ร้ายป้ายสี หลบมาอยู่กับธรรมชาติ พืชผัก ต้นไม้ใบหญ้า และรอดจากความเหงา เพราะเอาเวลาที่เหลืออ่านหนังสือเอกสารตำราเพื่อเตรียมสอนนักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต มีเพื่อนพ้องน้องพี่มากมาย มีเครือข่ายทั่วประเทศ ไม่เหงาอีกต่อไปและยังทำงานพัฒนาต่อไปได้อีก โดยมิต้องคำนึงถึงงบประมาณแต่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เป้าหมายยังเป็นชุมชนเหมือนเดิม แต่เป็นชุมชนพอเพียง ชุมชนแห่งการเรียนรู้ อุ้มชูตัวเองได้

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตนี้ เราเลือกไม่ได้ก็จริง
แต่ก็ไม่อาจมีใคร
ที่เลือกชีวิตได้ทั้งหมด และทุกอย่าง
เป็นทุกอย่าง ที่อยากจะเป็น
ได้ทุกอย่าง ที่อยากจะได้
ชีวิตลึกซึ้งเกินกว่าจะเข้าใจ
ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเลือก และควบคุมได้ทั้งหมด
แต่เรา สามารถเลือกใช้ชีวิตได้